
ความเป็นจริง ไทยถือเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน แม้เราผลิตน้ำมันเองได้ แต่เป็นส่วนน้อย ข้อมูลล่าสุดเดือนกันยายน 2564 ไทยผลิตน้ำมันดิบได้ 100,874 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ อยู่ที่ประมาณ 2,016,000 บาร์เรลต่อวัน ที่เหลือจึงต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศมาผลิตเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ
ทั้งนี้ อาจมีข้อสงสัยต่อไปว่าประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณสูง แต่ทำไมจึงมีการส่งออกน้ำมันดิบด้วย ซึ่งการที่ประเทศไทยมีการส่งออกน้ำมันดิบนั้น เนื่องจากสาเหตุหลัก ๆ คือ
1. น้ำมันดิบไม่เหมาะสมกับเทคโนโลยีของโรงกลั่น : น้ำมันดิบในประเทศที่ผลิตได้บางส่วนมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมกับโรงกลั่นในประเทศ มีสารโลหะหนัก เช่น สารปรอท สารหนู ค่อนข้างสูง โดยหากโรงกลั่นรับซื้อน้ำมันดิบส่วนนี้ไป จะเป็นการเพิ่มต้นทุนการกลั่นและค่าปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันให้เหมาะสม และจะทำให้ราคาจำหน่ายน้ำมันเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่กระทั่งสารโลหะหนักพวกนี้ไปกัดกร่อนอุปกรณ์ทำให้เสียหาย โดยสรุปรวมคือไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ เพราะใช้เงินลงทุนสูงแต่ได้ผลตอบแทนต่ำ (ภาครัฐขอความร่วมมือให้โรงกลั่นในไทยรับซื้อให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อน)
2. น้ำมันดิบที่ผลิตได้ในประเทศมีลักษณะเบา เมื่อนำมากลั่นแล้วมีลักษณะไม่เหมาะกับความต้องการใช้ของคนในประเทศ หรือแม้กระทั่งการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามากลั่นเองก็ต้องนำน้ำมันดิบเข้ามากลั่นให้ได้ดีเซล เพื่อให้ตามความต้องการของผู้บริโภค โดยประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันดีเซลมากกว่าน้ำมันเบนซิน แต่น้ำมันดิบนั้นก็ไม่ได้กลั่นออกมาแล้วได้แต่ดีเซลหรือเบนซิน แต่ยังได้น้ำมันรวมไปถึงผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นออกมาด้วย เช่น LPG น้ำมันก๊าด แนฟทาเบา (สารทำละลาย) น้ำมันเตา และหลายคนอาจนึกไม่ถึงคือ ยางมะตอย
จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 พบว่าปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 61.1 ล้านลิตรต่อวัน ในขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินอยู่ที่ประมาณ 28.4 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนที่เกินจากความต้องการใช้ในประเทศ จึงมีการส่งออก
ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องส่งออก กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลจะพิจารณาเฉพาะส่วนที่จำเป็นจริง ๆ โดยการส่งออกน้ำมันดิบ (ขาย) จะเป็นการสร้างมูลค่าของน้ำมันดิบที่ไม่ตรงกับความต้องการของปริมาณการใช้ในประเทศได้มากกว่า เพื่อนำเงินตราเข้าประเทศไปนำเข้าน้ำมันดิบ (ซื้อ) ในราคาที่ต่ำกว่า ทำให้ประเทศได้ค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมที่สูงขึ้นและลดผลต่างวงเงินสำหรับการนำเข้าน้ำมันดิบมาใช้ในประเทศในภาพรวม (ขายของแพง ซื้อของถูกมาใช้)
ส่วนเรื่องของผลิตน้ำมันได้เองแต่ ยังต้องใช้ราคาแพง หรือราคาสูงอะไรก็แล้วแต่คำจะกล่าว การซื้อขายน้ำมันไม่ว่าจะดิบหรือสำเร็จรูป ก็เป็นราคาตลาดกลางที่มีการอ้างอิง เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการเอาเปรียบ หรือกำหนดราคาต่ำเกินตลาด ก็ไม่มีคนลงทุนและอาจทำให้ผู้ประกอบการส่งออกไปขายยังต่างประเทศที่ทำราคาได้ดีกว่า ในส่วนประเทศอื่นๆ ที่ราคาถูกกว่าไทยนั้น มีส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องอีก อย่างมาตรฐานน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย หรือแม้แต่กระทั่งการสำรองน้ำมันอีกด้วย รวมไปถึงอยู่ที่นโยบายภาครัฐ ไม่ว่าจะมีการอุดหนุนราคา มาตรการทางภาษี การส่งเสริมพลังงานทดแทน เป็นต้น ยกตัวอย่างประเทศบรูไนก็มีการกำหนดราคาน้ำมันที่สำหรับรถที่จดทะเบียนในประเทศจะมีราคาถูกกว่ารถจากที่ข้ามประเทศเข้ามาเติมน้ำมัน หรือแม้กระทั่งมีวัน energy day ที่ผู้ประกอบการในประเทศจะทำการขายราคาน้ำมันที่แท้จริง เพื่อให้ประชาชนในประเทศทราบถึงราคาที่ควรจะเป็น มาเลเซียเองก็มีป้ายติดว่าราคาน้ำมันที่จำหน่ายในประเทศสงวนไว้ให้ประชาชนในประเทศได้เติม หรือแม้แต่กระทั่งประเทศที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ อย่าง อินโดนิเซีย หรือแม้กระทั่งซาอุฯ เอง ยังมีการหันมาเก็บภาษีน้ำมันอีกด้วย
ราคาขายปลีกน้ำมันที่จำหน่ายที่สถานีบริการในแต่ละประเทศแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง มาตรการด้านภาษี และนโยบายด้านราคาน้ำมันของแต่ละประเทศ
กพร. เปิดตัว ”แบตเตอรี่โพแทสเซียมไอออนต้นแบบ” ครั้งแรกของไทย หนุนห่วงโซ่อุปทานอุตสหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
คงไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงไปนัก หากจะกล่าวว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion Battery) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากที่สุด ด้วยขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และความจุสูง และมีการคาดการณ์ว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นตลาดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใหญ่ที่สุด และมีมูลค่าสูงถึง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030